บายศรีไม่ได้ทำเพื่อคนเท่านั้น

จริง ๆ แล้ว ถ้าเห็นหัวข้องเรื่องก็อาจทำให้หลาย ๆ คนตีความผิดไปกันได้ ต้องขอขยายความกันหน่อยแล้วกันว่าบทความนี้จะสือว่าบายศรีนั้นไม่ได้แค่จะทำให้คนเท่านั้น จะยังมีการทำบายศรีเพื่อสัตว์เลี้ยงอย่าง กระบือ(ควาย) หรือต้นไม้ที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมอย่าง ต้นข้าว ด้วย

ซึ่งความจริงแล้วบายศรีนี้ก็ทำเพื่อสิ่งที่กล่าวในตัวอย่างข้างบนนั่นแหละ แต่ก็ทำเพื่อให้เราสบายใจเฉกเช่นเดียวกับวัตถุประสงค์โดยทั่วไปในการทำบายศรี เพียงแต่บายศรีจะไม่ได้ไปทำเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจต่อตัวบุคคลโดยตรง แต่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจทางอ้อมให้ผู้ทำพิธีได้ สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้ชุ่มชื่นอย่างความเชื่อเหล่านี้จึงเป็นสิ่งดีต่อขวัญและกำลังใจแก่มนุษย์หลายต่อหลายคน

บายศรีนั้นหลายคนโดยส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจว่ามักทำเพื่อ บุคคล ที่เคารพ แต่จริง ๆ ควรให้คำจำกัดความที่เข้าใจได้ครอบคลุมกว่าว่าไว้เพื่อ สิ่ง ที่เราให้ความเคารพ อย่าง”พิธีสู่ขวัญควาย” ที่ชาวนามักจะทำเมื่อเสร็จสิ้นการไถนา เพื่อแสดงถึงความเคารพ ขอบคุณหรือขอโทษในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำลงไปเมื่อตอนงานไถนา เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะประเพณีเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงจิตใจและอุปนิสัยของชาวนาผู้ทำพิธีว่าเป็นผู้ที่มีความเคารพต่อทุกสิ่งที่ให้คุณค่าแก่เรา เห็นคุณค่าของสรรพสิ่งทั้งหลายแม้ว่าจะเป็นคนหรือไม่ก็ตาม ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่อ่อนโยนต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของชาวนาอีกด้วย

ต้นข้าวก็มีบายศรีเช่นกัน และมักถูกเรียกว่า “การบูชาพระแม่โพสพ” หรือ “การทำขวัญข้าว” จุดประสงค์ของการทำบายศรีนี้ก็เพื่อเป็นการบวงสรวงพระแม่โพสพให้ดูแลต้นข้าวของชาวนาเหล่านี้ ซึ่งเป็นพิธีที่เรียกได้ว่าเป็นพิธีเรียกขวัญและกำลังใจของชาวนาได้ด้วย ว่าผลผลิตข้าวของพวกเขาจะต้องออกมาดีและได้รับการปกป้องจากพระแม่โพสพอยู่ตลอดเวลา

อาจจะกล่าวได้ว่า “ขวัญ” เป็นสิ่งสำคัญเลยในการผลักดันให้คนในชาติของเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีกำลังใจ กำลังใจที่ดีย่อมผลักดันให้เราทำแต่สื่งที่ดี พิธีที่ควรแก่การอนุรักษ์ที่มีผลต่อการสร้างขวัญของผู้คนอย่างบายศรีสู่ขวัญจึงควรแค่อย่างยิ่งในการอนุรักษ์ให้สืบไป คุณค่าของพิธีที่มีผลต่อจิตใจเป็นสิ่งมีค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้ปัจจุบันบายศรีสู่ขวัญอาจจะไม่ได้เห็นกันอย่างแพร่หลายแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน พิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นพิธีที่ดี ผู้อ่านอาจรู้สึกเสียใจไม่น้อยถ้าประเพณีนี้จะสูญหายไปตลอดกาล ถึงเวลาแล้งยังที่เราจะอนุรักษ์สิ่งดีงามเหล่านี้กันอย่างจริงจังเสียที

การจัดเตรียมใบตองเพื่อใช้ในพานบายศรี

ใบตองนั้นถือได้ว่าเป็นวัสดุในการจัดทำพานบายศรี ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุหลักอย่างใบตองก็ต้องมีวิธีในการเลือกใช้ด้วย เพราะวัสดุหลักจะเป็นหน้าตาแก่บายศรีได้ หากใช้วัสดุที่ไม่ดีอาจทำให้พานบายศรีนั้นดูไม่สวยงามได้

ขั้นแรกคือเราต้องรู้เกี่ยวกับชนิดใบตองที่เราจะนำมาใช้ในการทำบายศรี โดยเราจะต้องเลือกใช้ใบตองตานีแก่ เพราะมันมีสีเขียวสด สวยงามแล้วยังมีความเหนียวซึ่งเป็นผลดีเพราะจะทำให้ง่ายต่อการทำบายศรีไม่แตกหักง่ายนัก นอกจากใบตองตานีแก่แล้วใบตองตานีอ่อนก็เป็นที่นิยมอยู่บ้างเช่นกัน แต่ในการนำใบตองมาใช้ในงานประดิษฐ์ประเภทสวยงามนี้ควรจะใช้ใบตองที่มีสีเขียวสดเนื่องจากมักเป็นใบตองอายุปานกลางที่ไม่แก่ ไม่อ่อนจนเกินไปและความเหนียวของใบตองนั้นตรงกับลักษณะการใช้งานในบายศรีซึ่งต้องมีการพับ ม้วนไปมา หากใช้ใบตองที่อายุอ่อนหรือแก่เกินไปจะทำให้ใบตองเปราะง่ายและทำให้บายศรีออกมาไม่สวยงามด้วย

หากใบตองที่ต้องการใช้งานไม่ได้รีบร้อนมากนัก หรือต้องการตัดใบตองรอไว้ก่อนไม่ได้ทำบายศรีในทันทีควรที่จะเลือกตัดในตอนเช้าตรู่ แต่ถ้าหากต้องการที่จะตัดใบตองแล้วนำมาใช้งานเลยทันทีก็ควรเลือกตัดเวลาสาย ๆ หรือตัดในเวลาตอนเย็น ส่วนการตัดใบตองจากต้นกล้วยก็ควรที่จะตัดให้มันเหลือส่วนของหูใบตองไว้บ้าง ต้นกล้วยจะได้สามารถยังใช้งานจากใบที่เหลือได้อยู่ และจะได้คงความสมบูรณ์ของต้นไว้ให้เราสามารถใช้งานใบของมันไปได้นาน ๆ

ในส่วนของการทำความสะอาดใบตองนั้นเราควรดูว่าคราบสกปรกต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าใบตองของเรานั้นมีคราบดินติดอยู่แน่นก็ควรจะตัดส่วนนั้นทิ้งออกไป หากเป็นคราบฝุ่นที่มีอยู่ทั่วทั้งใบก็ให้นำใบตองไปฉีดล้างน้ำเสียเบาๆ แต่หากเป็นฝุ่นปกติที่ไม่ได้สกปรกจนทำความสะอาดมากนักก็ใช้ใช้ผ้าเนื้อนุ่มที่ชุบน้ำแล้วบิดหมาด ๆ แล้วเช็ด และถ้าใบตองไม่ได้สกปรกแบบที่เห็นได้ชัดนักก็ควรทำการเช็ดใบตองด้วยแต่ให้ใช้ผ้าเนื้อนุ่มแห้ง ๆ เช็ดหรือปัดออกเบา ๆ  ส่วนทิศทางในการเช็ดใบตองนั้นควรเช็ดจากบริเวณโคนไปยังบริเวณริ้วของใบตอง

จะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญกำใบตองนั้นจะทำให้บายศรีที่จัดทำออกมาดี แค่ใบตองเองก็มีระละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนทำบายศรีต้องสนใจศึกษาไว้บ้าง เพราะรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานที่ยิ่งใหญ่ออกมาดีได้

ดอกไม้ที่ใช้ในการตกแต่งบายศรี

พานบายศรีนั้นมีการประดับให้สวยงานด้วยใบตองและดอกไม้นานาชนิด มาดูกันว่าดอกไม้ที่ใช้ในการตกแต่งบายศรีนั้นมีดอกอะไรกันบ้าง

  1. ดอกพุด การเลือกใช้งานดอกพุดควรเลือดดอกที่มีความสด ก้านยังคงมีสีเขียวไม่เป็นก้านสีเหลืองเพราะถ้าก้านดอกพุดเริ่มมีสีเหลืองแปลว่ามันเป็นดอกที่ไม่ค่อยสดนัก ให้เลือกใช้ดอกที่กำลังตูม ในการทำพานบายศรีก็ไม่ควรเลือกใช้ดอกพุดที่เปียกน้ำ หากต้องการรักษาความสดของดอกพุดก็เพียงแค่ใช้ผ้าชุบน้ำที่บิดหมาด ๆ คลุมดอกพุดเอาไว้
  2. ดอกกุหลาบมอญ ในการเลือกดอกกุหลาบมอญเพื่อใช้ในการทำพานบายศรีนั้นควรเลือกดอกที่มีก้านดอกสีเขียว กลีบดอกมีความสมบูรณ์ไม่มีรอยแหว่งจากการโดนทำลายจากแมลงหรือจากสิ่งอื่น และควรพรมน้ำก่อนจะนำไปใช้งานในการทำพานบายศรีด้วย
  3. ดอกบานไม่รู้โรย ดอกบานไม่รู้โรยนี้เป็นดอกไม้ที่มีลักษณะกลม มีอยู่ 3 สีใช้เลือกใช้งานตามความสวยงามของพานบายศรี โดยมีสี ขาว ชมพูและม่วง การเลือกดอกบานไม่รุ้โรยก็คล้ายกับการเลือกดอกไม้ชนิดอื่นคือควรเลือกดอกที่มีก้านดอกแข็งแรง มีสีเขียวสด
  4. ดอกรัก การเลือกดอกรักก็ควรเลือกดอกที่มีเปลือกหุ้มอยู่ และมีลักษณะก้านดอกที่แข็งแรง ส่วนการจะรักษาให้ดอกรักมีความสดนั้นไม่ควนพรมน้ำลงโดยตรง เพียงแค่ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดคลุมไว้ก็เพียงพอแล้ว
  5. ดอกบัว การเก็บรักษาดอกบัวให้สดนั้นมีด้วยกันอยู่ 2 วิธี คือ วิธีแรกให้ทำการตัดก้านดอกบัวโดยให้เฉียง 45 องศาแล้วจึงนำไปแช่น้ำที่มีความลึกประมาณ ¼ ของก้านดอก ส่วนวิธีที่สองนั้นให้นำถุงพลาสติกคลุมดอกเอาไว้แล้วนำไปแช่ตู้เย็น ก่อนจะนำดอกบัวมาทำพานบายศรีก็ควรตัดแต่งให้สวยงามเลือกดอกบัวที่สวย ๆ และกำจัดตำหนิต่าง ๆ ออกไป
  6. ดอกดาวเรือง การจะรักษาและคงความสดใหม่ของดอกดาวเรืองนั้นก็จะคล้าย ๆ กับการรักษาความสดของดอกบัว คือ ให้ใช้ผ้าที่ชุบน้ำแล้วบิดหมาด ๆ หรือจะใช้ถุงพลาสติกคลุมดอกเอาไว้แล้วนำไปแช่เย็นในตู้เย็นก็ได้ ไม่ควรนำไปแช่น้ำเพราะดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่มีกลีบดอกบางอาจทำให้ข้ำได้ง่าย การจะนำไปประกอบในพานบายศรีก็ควรเลือกดอกที่มีขนาดและสวยงามเหมาะกับบายศรีที่จะทำ
  7. ดอกกล้วยไม้ การรักษาความสดใหม่ของดอกกล้วยไม้นั้นทำโดยการตัดปลายก้านดอกกล้วยไม้ให้เฉียงนิด ๆ แล้วนำไปแช่ในน้ำที่มีความสูงอยู่ประมาณ ½ ของก้านดอก ในการเลือกดอกกล้วยไม้เพื่อจะทำพานบายศรีก็ควรเลือกที่ดอกมีความสวยงาม ไร้ซึ่งตำหนิ